กรอบความคิดแบบเติบโต

เราสามารถปลูกฝังความคิดได้สองรูปแบบ แบบแรกคือความคิดที่มองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และแบบที่สองคือแบบที่หลีกเลี่ยงปัญหา ซึ่งมักเกิดจากความกลัวที่จะล้มเหลว คนที่มักหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอาจถูกเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีกรอบความคิดแบบยึดติด ส่วนคนที่มองปัญหาเป็นความท้าทายคือคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต บางครั้งเราก็สามารถสลับความคิดไปมาได้

คนที่มีความคิดแบบยึดติดเชื่อว่าคุณสมบัติพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ความฉลาด หรือพรสวรรค์เป็นลักษณะตายตัว และลักษณะเหล่านี้เป็นปัจจัยกำหนดความสำเร็จ คนเหล่านี้มักชอบยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

แต่สำหรับคนที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต พวกเขาเชื่อว่าความสามารถสร้างได้ ทำให้คนเหล่านี้รักในการเรียนรู้ เป็นมุมมองที่ผู้นำ (แองเกลา เมอเคิล) ศิลปิน (พี่โน๊ต อุดม) และผู้ที่ประสบความสำเร็จ (สตีฟ จ็อบส์)ส่วนใหญ่ยึดมั่น สำหรับพวกเขา ชีวิตคือการฝึกฝนและพัฒนา และโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่สิ้นสุด

ในการฝึกกรอบความคิดแบบเติบโตนั้น ดร. แครอล ดเวค อาจารย์จากมหาวิทยาสแตนฟอร์ด ผู้คิดค้นทฤษฎีเรื่องกรอบความคิด แนะนำให้ผู้นำ อาจารย์ และผู้ปกครองชื่นชมในความพยายาม แทนการยกย่องผลลัพธ์ที่ได้ เช่น แทนที่จะชื่นชมเด็กที่ได้เกรด 4 เราควรชื่นชมเด็กที่ตั้งใจเรียนและมีความพยายาม ไม่ว่าเขาจะได้เกรดอะไรก็ตาม ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ทักษะที่มีประโยชน์ ไม่ว่าทักษะนั้นจะเกี่ยวข้องกับการเรียนในโรงเรียนหรือไม่ก็ตาม เพราะนั่นจะทำให้เด็กเข้าใจว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ และจะนำมุมมองนั้นมาใช้ในห้องเรียน

นักประสาทวิทยาเองก็สนับสนุนแนวคิดนี้ มีการยืนยันว่าสมองเติบโตในลักษณะเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย โดยผ่านการฝึกฝน งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าฝาแฝดที่ถูกอุปการะมักจะฉลาดกว่าพี่น้องที่อยู่กับพ่อแม่โดยกำเนิด ความแตกต่างนี้เกิดจากความที่พ่อแม่อุปการะมีการศึกษาที่สูงกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนเลี้ยงดูนั้นสำคัญกว่ากรรมพันธุ์

เพื่อให้เห็นความแตกต่าง เรามาดูเด็กที่เราสมมติขึ้นมาสองคนนี้กัน เจคิดว่าคนเราก็แค่ทำได้หรือไม่ได้ ส่วนแอนคิดว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้ถ้าใจเราอยาก

“ความท้าทาย” เจมักหลีกเลี่ยงความท้าทาย เมื่อถึงคราวที่เขาต้องกระโดดข้ามม้าขวาง เขากลัวที่จะดูตลกและถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ แอนมักพร้อมเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ เสมอ เธอเห็นเป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นเต้น เธอรู้ว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และถ้าเธอพยายามอย่างหนัก สุดท้ายจะไม่มีใครหัวเราะเยาะเธอ

เจหลีกเลี่ยงคำแนะนำ โดยเฉพาะเมื่อคุณครูบอกแนะนำวิธีแก้ไขเรียงความที่เขาเขียนให้ดีขึ้น แอนเองก็ไม่ชอบเช่นกัน แต่เธอรู้ว่านั่นเป็นวิธีเดียวที่เธอจะพัฒนาได้ และเธอก็เข้าใจว่าคุณครูไม่ได้กำลังวิจารณ์เธอ แต่วิจารณ์ผลงานของเธอ ในหัวข้อนั้น ๆ ที่เธอทำส่งในวันนั้น

เจมักเลือกทางที่ง่าย เช่น ใช้บันไดเลื่อนแทนการเดินขึ้นบันได เมื่อเขาซ้อมเล่นกีต้าร์ เขาจะหยุดเล่นเมื่อเขาเล่นติด ปกติแอนมักไม่ค่อยใช้บันไดเลื่อน เธอจะวิ่งขึ้นบันไดและนับขั้นในหัว เธอชอบความรู้สึกที่เลือดพลุ่งพล่าน เธอซ้อมตีกลอง 15 นาทีทุกเช้า ไม่ใช่ว่าเธอชอบซ้อม แต่เธอรู้ว่าความพยายามคือส่วนหนึ่งของการเดินทางที่จะนำเธอไปสู่ชีวิตที่สนุกสนาน

“ความสัมพันธ์” แอนชอบเห็นคนรอบ ๆ ตัวเธอประสบความสำเร็จ เพราะมันเป็นแรงบันดาลใจให้เธอ เธอรู้ว่าถ้าเธอกระตุ้นให้เพื่อนพัฒนาตัวเอง เธอก็จะได้พัฒนาตามไปด้วย เมื่อเจเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ เขาจะรู้สึกเสียกำลังใจ เขาไม่ชอบเห็นเพื่อนสนิทของเขาลองทำอะไรใหม่ ๆ เขากลัวว่าความสำเร็จของเพื่อนจะกลายเป็นแรงกดดันให้เขาต้องลองอะไรใหม่ ๆ ไปด้วย

“การงาน” บริษัทที่ฉลาดจะจ้างพนักงานที่มีกรอบความคิดแบบเติบโต เพราะคนเหล่านี้จะคอยแก้ปัญหาและจะไม่หยุดพยายามแม้จะเจอกับอุปสรรค การจะหาพนักงานที่ใช่ บางบริษัทจะถามคำถามง่าย ๆ ในช่วงสัมภาษณ์งาน เช่น “คุณคิดว่าทักษะการจัดการเป็นความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือเป็นฝึกฝนกันได้?” เจตอบว่าเป็นความสามารถแต่กำเนิด และสุดท้ายแอนก็ได้งานนั้นไป

การปรับทัศนะคติต่อสถานการณ์เป็นเล็กน้อย สามารถสร้างความแตกต่างได้ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ผลลัพธ์ของสถานการณ์นั้น ๆ แต่จะเปลี่ยนชีวิตของคน ๆ นั้นเลยทีเดียว ดังที่นักกวีชื่อดัง แซมมูเอล เบคเก็ตต์ได้กล่าวไว้ “พยายามแล้ว ล้มเหลวแล้ว ไม่ว่าเรื่องใด พยายามใหม่ ล้มเหลวใหม่ ล้มเหลวได้ดีกว่าเดิม”