การคิดวิเคราะห์แบบจดจ่อ และการคิดแบบผ่อนคลาย

ปิงปอง คือกีฬาที่ผู้เล่นสองฝ่ายในชุดกางเกงขาสั้นตัวจิ๋วตีลูกโต้กันไปมา พร้อมส่งเสียงข่มขวัญคู่ต่อสู้ เหงื่อท่วมกาย นับเป็นเกมที่น่าตื่นเต้นเกมหนึ่ง และคงจะสนุกไม่แพ้กันหากเรานำหลักการนี้มาใช้กับสมองของเรา

หลักการเบื้องต้นคือเราใช้วธีการเรียนรู้สองรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการคิดวิเคราะห์แบบจดจ่อ และการคิดแบบผ่อนคลาย เราใช้หลักการของปิงปองมาอธิบายวิธีสลับการคิดระหว่างการคิดแบบจดจ่อและแบบผ่อนคลาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ส่วนจะใส่กางเกงขาสั้นตัวจิ๋วหรือจะส่งเสียงข่มขวัญไปด้วยหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่สะดวก

การเรียนแบบจดจ่อคือการมองโจทย์และพยายามแก้โจทย์อย่างจริงจัง เป็นการเค้นพลังสมองทุกส่วนเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาตรงหน้า เหมือนกับการเห็นกำแพงและคิดวิเคราะห์หาเหตุผล เช่น “กำแพงนี้แข็งเกินกว่าที่จะวิ่งทะลุไปได้ และสูงเกินกว่าที่จะปีนข้ามไป”

การเรียนแบบผ่อนคลายคือการปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแบบแผนใด ๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สมองคุณอาจบอกว่า “เอ๊ะ ทำไมเราไม่หาลูกโป่งลอยได้มาสักกำหนึ่ง แล้วลอยข้ามกำแพงไปเลยล่ะ?”

การคิดทั้งสองรูปแบบต่างมีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจกับปัญหาตรงหน้า เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงควรคิดสลับกันไปมา จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย...

การฝึกที่ดีที่สุด เริ่มจากฝึกตั้งสมาธิ โดยการปิดรับสิ่งรบกวนต่าง ๆ รอบตัว เช่น โทรศัพท์ หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ ออกให้หมด หลังเพ่งสมาธิได้สักพักหนึ่ง (ถ้าจับเวลาด้วยก็จะดี) ก็ลองหยุดเพ่ง และปล่อยให้สมองผ่อนคลาย นี่คือช่วงที่สมองจะเชื่อมโยงสิ่งที่คุณเพิ่งคิดกับข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของคุณ ซึ่งจะทำให้คิดได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น จดจำได้ดีขึ้น และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์

จิตรกร ซัลวาดอร์ ดาลี ก็เคยใช้เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้ หลังจากจดจ่ออยู่กับงานสักระยะหนึ่ง ดาลีจะไปนั่งพักเพื่อผ่อนคลาย โดยมือหนึ่งจะถือกุญแจดอกใหญ่ไว้ และเมื่อเขาผลอยหลับ กุญแจก็จะหล่นจากมือ เสียงกุญแจร่วงลงพื้นจะปลุกให้เขาตื่น และเขาก็จะกลับไปจดจ่อกับงานบนผ้าใบของเขาต่อ สตีฟ จ็อบส์ มักออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายจากการคิดเรื่องงานทุกวัน

เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้อาจมีประโยชน์สำหรับการอ่านหนังสือสอบ เริ่มจากการหัดแก้โจทย์ที่ยากที่สุด และเมื่อคุณคิดไม่ออก ก็สลับไปทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า ในขณะที่คุณทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า สมองของคุณจะยังคงคิดถึงโจทย์ที่ยากอยู่ สมองของคุณจะพยายามหาความเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับปัญหาข้อแรกที่ยากกว่าโดยที่คุณไม่รู้ตัว

เมื่อคุณแก้โจทย์ที่ง่ายออกแล้ว ลองกลับไปคิดโจทย์ที่ยากกว่า มันอาจจะไม่ได้ยากเหมือนตอนแรกก็เป็นได้